อะนาลอกกับดิจิตอล
ถ้าเราพูดถึง "ดิจิตอล" เราก็ต้องพูดถึง
"อะนาลอก" ด้วย มันเป็นของคู่กัน เปรียบเหมือนกลางวันคู่กับกลางคืน แรกเริ่มเดิมทีเรารู้จักมักคุ้นก็แต่อะนาลอก
ดิจิตอลนี้เพิ่งที่จะมาโด่งดังเอาเมื่อไม่กี่ปี ที่เทคโนโลยีมันเจริญมาก ๆ
นี้เอง เราจึงควรรู้ไว้บ้างพอเป็นพื้นฐานนิดหน่อยนะครับ ดูภาพข้างล่างนี้ เทียบให้เห็นสัญญาน
"Analog" และ "Digital" ลองสังเกตดูนะครับ

ภาพแสดงให้เห็นสัญญานอะนาลอก (บน) เทียบกับดิจิตอล(ล่าง)
อะนาลอก
อะนาลอก หมายถึง สัญญาณที่มีความต่อเนื่อง
ค่าความสูงต่ำของสัญญาณ เฟส และความถี่ จะแทนความหมายของข้อมูลที่ต้องการ
หากเทียบหลอดไฟที่มีแสงสว่างหลอดหนึ่ง การหรี่ไฟให้หรี่ลงจนดับมืด แล้วค่อย
ๆ เร่งให้สว่างขึ้นมันจะค่อยๆ สว่าง และค่อย ๆ มืดตามจังหวะการเร่งและการลด
สิ่งนี้แหละที่เทียบได้กับ "อะนาลอก" นั่นคือ อะนาลอก หมายถึง
สัญญาณที่มีความต่อเนื่อง ค่าความสูงต่ำของสัญญาณ เฟส และความถี่ จะต่อเนื่องกันขึ้น-ลง
ตามความแรงความเบา ความมืดความสว่าง ฯลฯ
  
เมื่อ 30 - 40 ปี ที่แล้วคือยุคทองของคลื่นเสียงอะนาล็อกที่อัดลงไว้ในแผ่นเสียง
มาจนช่วงเทปคาสเซ็ตเข้ามา ความนิยมในเครื่องเล่นแผ่นเสียงก็โรยตัวลงในปัจจุบัน
คลื่นเสียงอะนาล็อกแล้ว ไม่ว่าจะเป็น เทปคาสเซ็ต หรือแผ่นเสียง ปัจจุบันเสียงแบบอะนาลอกจากแผ่นเสียงยังเป็นอมตะ
อมตะคือไม่เคยตาย ไม่เคยหยุดไป มันยังรักษาทางเดินของมันอยู่เล็กๆ เงียบๆ
มาตลอด จากที่เคยเดินบนทางสายใหญ่ก็เหลือเป็นทางสายเล็กลงเท่านั้น
วิทยุ AM. MONO คือเพลงแรกที่ฟังได้จากคลื่นเสียงอะนาล็อกระบบวิทยุกระจายเสียง
ที่คนฟังได้รับล้วนเป็นคลื่นเสียงอะนาล็อกที่กระจายเสียงด้วยระบบ AM. Mono
เครื่องเสียงตามบ้านส่วนใหญ่ก็ยังเป็น วิทยุหลอดที่ใช้ไฟฟ้า หรือวิทยุทรานซิสเตอร์ที่ใช้ถ่านไฟฉายฟังกันจากคลื่นเสียงแบบอะนาลอก
ดิจิตอล
ดิจิตอล-digital ต้องเริ่มด้วยคำโบราณ
"ดิจิต" แปลว่า นิ้ว อันสืบเนื่องยาวมาจากยุคโรมันผู้คิดคำนวณเลขด้วยวิธีการนับนิ้ว
และเนื่องจากนิ้วมี 10 นิ้ว การนับจึงเรียกว่าเลขฐาน 10 คือนับตั้งแต่ 1
2 3 4 5 6 7 8 9 0 เมื่อถึง 0 แล้วจะนับต่อก็ต้องเอาเลขมาเรียงกัน ซึ่งจะได้
10 11 12 ดิจิตอล หมายถึง สัญญาณที่ไม่ต่อเนื่อง มีค่าความสูงต่ำเพียงสองระดับ
จังหวะของความสูงต่ำของสัญญาณ จะแทนความหมายของข้อมูลที่ส่ง เพื่อที่จะให้เข้าใจถึงความแตกต่างลองดูตัวอย่าง
การใช้แสงจากหลอดไฟเพื่อส่งสัญญาณดังนี้ ใช้วิธีปิดเปิดไฟ โดยกำหนดจังหวะการปิดเปิด
(เหมือนกับรหัสมอส) เราจะเห็นความสว่างเพียงสองระดับคือมืดกับสว่างและไม่มีความต่อเนื่อง
แสงจะสว่างขึ้นและดับลงในทันทีเป็นช่วงๆ วิธีการนี้จะเรียกได้ว่าเป็นการส่งสัญญาณแบบดิจิตอล
ด้วยวิธีการแบบ ดิจิตอล จะทำให้สัญญาณไม่ผิดเพี้ยนด้วยการเข้ารหัสข้อมูล
เพราะมีแต่ 0 กับ 1 หรือ เปิด กับ ปิด หรือจะเรียกว่า ถูก และผิด ก็ใช่ การมีแค่
1 กับ 0
เบอร์ 1 คือ มีสัญญาณ(โดยไม่สนว่าจะมากน้อยแค่ไหน ถ้ามีสัญญาณเข้ามาคือ
1 เบอร์ 0 คือ ไม่มีสัญญาณมาถึง คือ ไม่มี คือ 0
-----
เราจึงนำสัญญาณทั้งหมดมากำหนดเป็นให้เป็นรหัสแทนค่า
หรือแทนความหมายต่าง ๆ เช่น
0000 หมายถึง 0
0001 หมายถึง 1
0010 หมายถึง 2
0011 หมายถึง 3
0100 หมายถึง 4
0101 หมายถึง 5
0110 หมายถึง 5
0111 หมายถึง 7
1000 หมายถึง 8
1001 หมายถึง 9
1010 หมายถึง 10
เป็นต้น
ดิจิตอล หรือ ระบบดิจิตอล
กลายเป็นคำคุ้นหูของคนยุคนี้เสียเหลือเกิน ในทุกขณะที่โลกกำลังหมุนไป ระบบดิจิตอลก็ได้แทรกซึมและเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากยิ่งขึ้น
เทคโนโลยีมากมายในปัจจุบันต่างก็ได้พัฒนาและนำระบบดิจิตอลมาใช้ในการทำงาน
ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ เครื่องคิดเลข กล้องถ่ายรูป โทรทัศน์ โทรศัพท์
นาฬิกา ฯลฯ เราจึงเริ่มคุ้นเคยและพูดถึงระบบการทำงานที่ว่านี้กันอยู่เสมอ
แต่เคยนึกย้อนกลับไปหรือไม่ ว่าแท้จริงแล้วระบบดิจิตอลนั้นคืออะไร
โดยสรุปนะครับ ดิจิต (digit)
มาจากภาษาลาตินแปลว่า นิ้ว ตั้งแต่ไหนแต่ไรมามนุษย์เราเรียนรู้ที่จะใช้นิ้วมาช่วยในการนับ
แต่เนื่องจากเรามีเพียง 10 นิ้ว เราจึงชินกับการนับเลขฐานสิบคือ นับตั้งแต่
0 ถึง 9 โดยนับจากซ้ายไปขวา และใช้ 10 เป็นฐาน เช่น ตัวเลข 110 ก็คือ 1 หลักร้อย
1 หลักสิบ และ 0 หลักหน่วย
คอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์รุ่นแรกก็ได้นำระบบเลขฐานสิบนี้มาใช้ในการทำงาน
ซึ่งต้องใช้ส่วนประกอบจำนวนมากเพื่อแทนตัวเลข 1 ตัว เครื่องคอมพิวเตอร์ในสมัยนั้นจึงมีขนาดใหญ่และทำงานช้า
แต่พอถึงปลายทศวรรษ 1940 ก็ได้มีการนำจำนวนตัวเลขและคำมาเข้ารหัสเป็นเลขฐานสองเก็บไว้ในรูปของประจุไฟฟ้า
ให้ช่วงกระแสไฟฟ้าหนึ่งพัลส์ (pulse) หรือเปิดสวิตซ์ แทนเลข 1 และให้ช่วงขาดกระแส
หรือปิดสวิตซ์ แทนเลข 0 ระบบนี้ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
เพราะต้องเลือกระหว่าง ใช่ กับ ไม่ ในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติงาน นับแต่นั้น
ระบบการทำงานด้วยการนับเลขฐานสอง ที่มีแค่ 0 กับ 1 จึงได้รับการเรียกขานว่า
ระบบดิจิตอล ซึ่งหมายถึงระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้สัญลักษณ์ตัวเลขในการบันทึกหรือเก็บข้อมูล
ความเป็นดิจิตอลจึงอยู่ที่การกำหนดขึ้นมาของมนุษย์
ว่าให้สองสถานะที่แยกจากกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งอยู่ในตำแหน่งปิดหรือเปิด ถูกแทนค่าด้วยสัญลักษณ์ตัวเลข
0 และ 1 และให้เฉพาะสองสถานะนี้เท่านั้นที่มีความหมาย เครื่องคอมพิวเตอร์ดิจิตอลจึงได้รับการออกแบบให้ทำงานโดยรับข้อมูลเข้ามาในรูปแบบของ
0 และ 1 การรวมกันของรหัสเลขฐานสอง 0 และ 1 ในลำดับที่ต่างกัน ได้กลายเป็นข้อมูลข่าวสารที่คอมพิวเตอร์ต้องการ
เพื่อประมวลผลตามกฎที่โปรแกรมเมอร์กำหนด แล้วส่งผลออกมาในรูปของจำนวนเลขฐานสิบ
ตัวอักษร ภาพสีสันสวยงาม หรือแม้แต่เสียง
ดิจิตอลทำงาน แบบระบบเลขฐานสองจะใช้เลขโดด
2 ตัวคือ 0 และ 1 โดยนับจากขวาไปซ้าย ( แต่เวลาอ่านให้อ่านจากซ้ายไปขวา)
มาเป็นรหัสเลขแทนค่าของตัวเลขอ้างอิงเหล่านี้ เช่น
. ,64, 32, 16, 8, 4,
2, 1 (นับจากขวาไปซ้าย) ซึ่งตัวเลขแต่ละตัวที่เลื่อนไปทางซ้ายจะมีค่าเพิ่มขึ้นเป็น
2 เท่าของตัวที่อยู่ขวามือ ดังนั้น ในระบบเลขฐานสอง เมื่อเลข 1 (เปิดสวิตซ์)
ถูกแทนค่าในตำแหน่งใดของตัวเลขอ้างอิง ตำแหน่งนั้นก็จะมีค่าเท่ากับตัวเลขนั้น
ๆ แต่ถ้าตำแหน่งใดถูกแทนค่าด้วยเลข 0 (ปิดสวิตซ์) จะมีหมายความว่าไม่นับค่า
เลข 11 (หนึ่งหนึ่ง) ในระบบเลขฐานสองจึงไม่ใช่สิบเอ็ด แต่เป็นตำแหน่งที่หนึ่งบวกตำแหน่งที่สองของเลขอ้างอิง
ซึ่งให้เลข 1 ในตำแหน่งที่หนึ่งแทนค่าหนึ่ง เลข 1 ในตำแหน่งสองแทนค่าสอง
เมื่อนำมารวมกันแล้วจึงเท่ากับสาม ส่วนเลข 10 ก็ไม่ใช่สิบ เพราะตำแหน่งแรกเป็นเลข
0 แทนค่าหนึ่ง ทำให้ค่าของ 1 ไม่ถูกนำมานับ จึงมีแต่ค่าสองที่ถูกแทนด้วยเลข
1 เท่านั้นที่นับได้ 10 (หนึ่งศูนย์) จึงรวมกันเป็นสองนั่นเอง
ถึงตรงนี้ ลองหันไปมองรอบตัวเราดูสิ
ตัวเลข 0 และ 1 กำลังวนเวียนอยู่เต็มไปหมดใช่ไหม มันเป็นเสมือนตัวเลขพื้นฐานของคนยุคนี้ไปแล้ว
ขณะเดียวกันมันยังแสดงให้เราได้เห็นถึงความก้าวหน้า และความสำเร็จทางเทคโนโลยี
ของเหล่ามวลมนุษยชาติที่ไร้ขีดจำกัดอีกด้วย
|