คัดจาก 12
วันที่ 07 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10741

 

ความลับของ"เด็กดาวเคราะห์" กับความสำเร็จระดับโลก

โดย เชตวัน เตือประโคน




ณัฐนรี ศิริวัน, กรวิชญ์ นิยมเสถียร และณฐพล สุโภไควณิช

เป็นข่าวคราวบ่อยครั้ง สำหรับเด็กไทยที่ออกไปคว้ารางวัลในการประกวด แข่งขันระดับโลก

ไม่นานมานี้ เด็ก 3 คน จาก โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา สามารถชนะเลิศการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ ในรายการ Intel International Science and Engineering Fair (ISEF) ประจำปี 2550 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

โดยคว้ารางวัล Grand Award (อันดับหนึ่ง) จากโครงงานที่ชื่อ "ความลับในการหุบใบของต้นไมยราบ" ซึ่งในการประกวดครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้นกว่า 1,500 โครงงาน จาก 51 ประเทศทั่วโลก

เจ้าของโครงงานสุดเจ๋งนี้คือ ณัฐนรี ศิริวัน กรวิชญ์ นิยมเสถียร และ ณฐพล สุโภไควณิช โดยมี นิพนธ์ ศรีนฤมล เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน

รางวัลที่พวกเขาได้รับได้แก่ ทุนการศึกษาจาก Science News มูลค่า 3,000 เหรียญสหรัฐ, ค่าใช้จ่ายในการเดินทางเข้าร่วมแข่งขันในงาน European Union Contest for Young Scientists ที่เมืองวาเลนเซีย ประเทศสเปน ในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ และการได้รับเกียรตินำชื่อสกุลไปตั้งเป็นชื่อดาวเคราะห์น้อย โดยองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ หรือนาซา

ปัจจุบัน ณัฐนรี ศิริวัน ศึกษาอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยได้รับทุนการศึกษาจนถึงปริญญาเอก จากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กรวิชญ์ นิยมเสถียร ศึกษาที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ณฐพล สุโภไควณิช ศึกษาที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แม้จะขาดหญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวในทีม แต่สองหนุ่มก็สามารถเปิดเผยถึงบรรยากาศ ความรู้สึก และความสำเร็จในครั้งนี้ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

กรวิชญ์ บอกเล่าถึงความเป็นมาของการประกวดรายการนี้ว่า อินเทล ไอเซฟ (ISEF) จัดประกวดทุกปีที่อเมริกา เวียนรัฐไปเรื่อยๆ มี อินเทลเป็นสปอนเซอร์ จัดมากว่า 50 ปีแล้ว แต่ อินเทลเพิ่งมาเป็นสปอนเซอร์ช่วง 10 ปีหลัง โดยเปิดให้แต่ละประเทศส่งโครงงานวิทยาศาสตร์มาแข่งกัน แบ่งเป็นสองประเภทคือทีมกับเดี่ยว

"ระยะเวลาประกวด 5 วัน วันแรก กรรมการจะให้เราเข้าไปตั้งบอร์ดสำหรับพรีเซนต์ วันที่สอง กรรมการจะเข้ามาดู และบอกว่าการวางบอร์ดจุดไหนผิดกติกาอย่างไรให้เราปรับแก้ วันที่สาม ซึ่งเป็นวันแข่ง กรรมการจะมาเดินดู มีกรรมการ 5 คน เดินวนไปเหมือนแล็ปกริ๊ง เราต้องพรีเซนต์ให้กรรมการเข้าใจให้ได้ใน 10 นาที แล้วเขาจะไปนั่งดีเฟนต์กัน ว่าทีมไหน ให้คะแนนทีมไหนดี

"วันที่สี่ จะเปิดให้ผู้คนเข้าชม ชาวต่างประเทศเขาสนใจโครงงานเรามาก เขางงว่าต้นไม้อะไรใบหุบได้ บ้านเขาไม่มี เพราะต้นไมยราบขึ้นในเขตร้อนชื้น อย่างเด็กประถม แม้จะถูกบังคับให้มา แต่เขาก็สนใจว่า ปัญหาคืออะไร สรุปคืออะไร ทั้งที่ในแง่ของเทคโนโลยีแล้วเราสู้โครงงานอื่นๆ ไม่ได้เลย" กรวิชญ์เล่าถึงบรรยากาศที่เขาเจอมา และว่า ตอนที่เดินดูงานของต่างประเทศน่าตื่นตาตื่นใจมาก แทบไม่อยากเชื่อว่าเป็นโครงงานของเด็กมัธยมปลาย เทคโนโลยีหรูมาก ห้องทดลองใหญ่โตมโหฬาร การทดลองที่มีคุณภาพออกมาเยอะมาก

กรวิชญ์ นิยมเสถียร กับ ณฐพล สุโภไควณิช



แต่สิ่งหนึ่งที่กรวิชญ์มั่นใจคือ เด็กทุกคนเท่าเทียมกัน ความคิดเด็กไทยไม่แพ้ใคร แม้อาจจะสู้เรื่องเครื่องมือไม่ได้ แต่ก็สามารถประยุกต์ใช้สิ่งอื่นทดแทนจนการทดลองออกมาน่าสนใจและมีคุณภาพ

นิสิตคณะวิศวกรรมไฟฟ้าผู้นี้มีพ่อเป็นสถาปนิก และแม่เป็นแม่บ้านที่เข้าใจลูก ทั้งคู่ไม่เคยบังคับลูกว่าต้องทำอะไร แต่จะถือการเลี้ยงลูกแบบการส่งเสริมสนับสนุนมากกว่า เช่นว่าลูกอยากทำอะไร เมื่อพ่อแม่เห็นว่าเป็นประโยชน์ก็จะคอยช่วยเต็มที่ ทั้งเรื่องแรงงานและแรงเงิน

ส่วนการแบ่งเวลาในการเรียนและทำกิจกรรม สำหรับกรวิชญ์ เนื่องจากบ้านอยู่ไกลถึงดาวคะนอง การเดินทางจากโรงเรียนไปกลับบ้านมันก็ทำให้เขาเหนื่อยมากแล้ว แทบจะไม่ค่อยได้อ่านหนังสือทบทวนในช่วงค่ำเท่าไหร่

"ผมจะใช้วิธีการตั้งใจเรียนในห้อง คือเรียนให้รู้เรื่องเลย ไม่เข้าใจตรงไหนก็ถามครูผู้สอน หรือไม่ก็ถามเพื่อน ในระหว่างที่ทำโครงงานทางวิทยา ศาสตร์ ถ้าใกล้สอบเข้ามา เราจะหยุดพักเรื่องโครงงาน อ่านหนังสือเตรียมตัวสอบก่อน พอสอบเสร็จก็ค่อยมาทำกันต่อ"

กรวิชญ์มองว่าการทำโครงงานวิทยาศาสตร์มีประโยชน์มาก

"การทำโครงงานวิทยาศาสตร์ทำให้เราคิดเป็นวิทยาศาสตร์ เวลาเราทำอะไรก็แล้วแต่ จะทำให้เราคิดแบบมีเหตุผลมากขึ้น ซึ่งข้อดีคือ จะทำให้เรารู้ว่าจะต้องแก้ปัญหาอย่างไร และอีกอย่างก็ทำให้เราได้มุมมองที่หลากหลาย เพราะโครงงานนั้นทำเป็นทีม ตอนแรกที่ผมเจอต้นไมยราบ เห็นแล้วน่าคิดว่าน่าสนใจ ก็เลยชวนเพื่อน แต่ละคนที่ถนัดต่างกันไปมาร่วมงาน อย่างผมถนัดวิชาฟิสิกส์ก็จะมองแบบฟิสิกส์ แต่ถ้าคนถนัดชีวะก็จะมองอีกมุม"

สำหรับอนาคต เด็กหนุ่มเล่าว่า อยากเป็นวิศวกรไฟฟ้า อยากทำงานบริษัทต่างประเทศชื่อดัง อย่างอินเทล เพราะจะได้เจอคนเก่งๆ มากมาย ชอบเป็นวิศวกร ไม่ชอบทำงานวิจัย อยากเอาเทคโนโลยีมา สร้างนวัตกรรม สำหรับไฟฟ้ามีความสำคัญมาก เพราะเป็นเรื่องพื้นฐานชีวิตประจำวัน เทคโนโลยีพัฒนามากแค่ไหน พลังงานหลักที่ต้องใช้ก็คือเรื่องไฟฟ้า

ทางด้านอีกหนึ่งหนุ่มอย่าง ณฐพล สุโภไควณิช หลังจากเรียนจบ ม.ต้น จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เขาก็สอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โดยมีความหวังตั้งแต่เด็กเลยว่าโตขึ้นอยากเป็นแพทย์ เพราะเห็นภาพของพ่อที่เปิดร้านขายยา แล้วจ่ายยารักษาคนหาย คิดว่าอาชีพแพทย์เป็นอาชีพที่ได้ช่วยเหลือคน

"เวลาที่คนป่วยมาหาพ่อ ให้พ่อจ่ายยาให้ เขารับยากลับไปทานจนหาย มีแรงทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวอีกต่อไป เห็นเขามาขอบคุณพ่อ จะภูมิใจ รู้สึกประทับใจมาก ก็เลยคิดว่าอยากทำงานช่วยคนเหมือนพ่อ โดยคิดว่าตัวเองน่าจะเป็นหมอ" ณฐพลบอกเล่าความประทับใจ

นิพนธ์ ศรีนฤมล อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน



คนที่ทำกิจกรรมอย่างเขา คือ เป็นนักกีฬาบาสเกตบอล ซึ่งไหนจะต้องเรียนหนังสือปกติ ต้องอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบ การทำโครงงานวิทยา ศาสตร์ที่ต้องหาเวลาว่างมาเจอเพื่อนในทีมทุกอาทิตย์ จึงเป็นเรื่องที่ยากเย็นพอสมควร แต่ณฐพลก็ทำได้ ทั้งเขายังสามารถสอบแอดมิสชั่นส์ เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีในคณะแพทยศาสตร์ที่เขาใฝ่ฝันได้ด้วย

ความน่าสนใจนั้นอยู่ที่ว่า ณฐพลแบ่งเวลาชีวิตอย่างไร?

ณฐพลและเพื่อนเริ่มโครงงานวิทยาศาสตร์ชิ้นนี้ตอนเรียนอยู่ ม.5 เทอมปลาย ใช้เวลาทำเกือบจะสองปีจึงจะสำเร็จ โดยจะใช้ช่วงเวลาเย็นหลังจากเลิกเรียนมาเจอกันบ้าง แล้วแต่จะทำการนัดหมาย อาทิตย์หนึ่งก็อาจจะ 2-3 วัน หรือไม่ก็เป็นช่วงเที่ยง บางครั้งเสาร์-อาทิตย์ถ้าว่างตรงกันก็จะนัดออกไปทำการทดลองนอกสถานที่ หรือออกไปขอคำปรึกษาอาจารย์ข้างนอก

"ช่วงใกล้สอบก็อาจจะทำโครงงานน้อยลง ทุ่มหนึ่งก็กลับ สำหรับผมกินข้าวอาบน้ำเสร็จก็อ่านหนังสือถึงเที่ยงคืน หกโมงกว่าก็ตื่น เตรียมตัวมาโรงเรียน สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ได้จากการทำโครงงานของผมครั้งนี้ก็คือทำให้เป็นคนรับผิดชอบ และเป็นคนที่รู้จักแบ่งเวลา

"บางคนอาจคิดว่าไม่มีเวลา กลัวอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบได้ไม่เต็มที่ ก็เลยไม่อยากทำโครงงาน แต่ผมอยากบอกว่า การทำโครงงานวิทยาศาสตร์นั้น นอกจากเราจะได้เอาความรู้ที่เรียนมาใช้ เรายังต้องหาความรู้เพิ่ม ได้ความรู้ที่เราไม่รู้เพิ่มขึ้นอีก รู้จักความคิดสร้างสรรค์ เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น รู้จักห้ามใจตัวเอง ทำสิ่งนี้สิ่งนั้น" ณฐพลกล่าว

เขายังมีคำแนะนำสำหรับนักเรียนรุ่นน้องที่อยากลองทำโครงงานวิทยาศาสตร์ว่า สิ่งที่ยากที่สุดคือการคิดหัวข้อ ฉะนั้น ตอนที่คิดหัวข้อโครงงาน ให้คิดจากสิ่งที่เราสนใจแล้วเลือกมาศึกษาเกี่ยวกับมัน เพราะความสนใจทำให้เราเกิดคำถาม และค้นหาคำตอบต่อไป เหมือนอย่างที่พวกเขาสนใจต้นไมยราบ อยากรู้ความลับของมัน จนสามารถนั่งจ้องมองได้เป็นวันๆ ไม่มีเบื่อ

อีกไม่นาน หากความมุ่งมั่นของณฐพลยังไม่เปลี่ยน เราจะเห็นแพทย์นักวิจัย ผู้พัฒนาเครื่องมือทางการแพทย์ หุ่นยนต์ผ่าตัด แขนขาเทียม หรือแม้แต่เสื้อกันกระสุนอะไรทำนองนี้ เด็กหนุ่มบอกว่าที่ชอบ และตั้งใจจะเลือกเรียนด้านนี้ เพราะเป็นการประยุกต์กันระหว่างการแพทย์และวิศวกรรมศาสตร์

อนาคตของทั้งสองจะเป็นอย่างไรไม่อาจรู้ แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ชื่อสกุลของพวกเขากำลังจะถูกนำไปตั้งเป็นชื่อดาวเคราะห์น้อยแล้ว และไม่แน่ หากด็กไทยซึ่งความสามารถไม่แพ้เด็กใดในโลก ได้รับการ ส่งเสริม เชื่อมั่นเหลือเกินว่า คงจะมีอีกหลายคนที่จะไปปรากฏชื่ออยู่ในเวที่ระดับโลก

แต่เห็นทีขั้นแรกนี้คงต้องแก้ปัญหาเรื่อง เด็กไทยไม่ชอบเรียนวิทยาศาสตร์ให้ได้ก่อน

ลองฟังที่ณฐพลว่า

"เด็กไทยไม่ชอบวิทยาศาสตร์ เพราะการเรียนการสอนมันไกล มองไม่เห็นภาพ ก็อย่างบอกว่า เกิดฝนตก เพราะน้ำระเหยเป็นไอ รวมตัวเป็นเมฆ ควบตัวกลายเป็นหยดน้ำเป็นฝน มันเป็นทฤษฎี อยู่แต่ในกระดาษ อย่างนี้ไม่น่าสนุก ถ้าจะสนุกก็คือต้องแสดงให้ดู มีการทดลองให้เห็น ให้ได้เล่น"

บางทีข้อสังเกตนี้ของเด็กหนุ่มอาจทำให้ผู้ใหญ่ในบ้านเราพบทางออก



นิพนธ์ ศรีนฤมล

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน

หมวดวิชาวิทยาศาสตร์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา


"ผมจบจาก ร.ร. เตรียมอุดมศึกษา ปีการศึกษา 2514 เลือกเรียนต่อคณะคุรุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยความตั้งใจอยากเป็นครู รู้สึกว่าอาชีพนี้น่ามหัศจรรย์ เพราะทำให้นักเรียนประสบความสำเร็จได้ และอยากสอนชีววิทยา เพราะเป็นคนรักธรรมชาติตั้งแต่เด็ก

"โครงงานวิทยาศาสตร์สามารถพัฒนาให้เด็กเป็นนักวิจัยได้ การเรียนวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ขั้นตอนต่างๆ มันเยอะไป ผมเลยเปลี่ยนให้เด็กมาลองทำเลย เน้นให้คิดเอง ไม่ว่าจะเรื่องกิ้งกือ เรื่องไมยราบ คิดจากปัญหาใกล้ๆ ตัว เป็นเรื่องที่เด็กสนใจ เรื่องต่างๆ เกิดจากการเล่น เพราะพอสนุกแล้วก็จะค้นหาคำตอบ เกิดการค้นคว้า ก่อนจะมาประยุกต์ใช้บนเครื่องมือที่จำกัด เป็นต้นว่าจะเอาอะไรมาทดแทน มีการปรับเปลี่ยนประยุกต์ เกิดกระบวนการคิด

"ครูไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง เราต้องยอมบอกว่าไม่รู้บ้างก็ได้ เรียนรู้กับเด็กไป ครูต้องรู้จักตั้งคำถามไม่ใช่ให้คำตอบ เพราะจะทำให้เด็กเกิดแนวทางจากคำถาม สำหรับโครงงานที่ผมเป็นที่ปรึกษา จะถามเด็กว่า คุณคิดอะไร สนใจอะไร มีแนว คิดอย่างไร ไม่ต้องมาบอกประโยชน์ว่าทำแล้วได้อะไร ซึ่งคนไทยมักคิดว่าไม่เกิดประโยชน์ ก็เลยไม่ทำ ที่สำคัญคือเด็กต้องคิดเอง เขาจะเจอประสบการณ์ ล้มลุกของเขาเอง หัวใจของความเป็นครู ต้องเป็นนักสร้าง ไม่ใช่แค่สอน ต้องสร้างให้เขามีการพัฒนา เด็กเก่งอย่าคิดว่าเก่งทุกเรื่อง มันแค่บางเรื่อง เด็กเก่งมีจุดอ่อนมากมาย บางคนเก่งแต่ในตำรา ทำโครงการไม่ได้ แต่การทำโครงงานจะทำให้รู้ว่ามีจุดอ่อนอย่างไร

"วิชาโครงงาน มีความสำคัญ คือช่วยพัฒนานักเรียนได้ทุกด้าน ทั้งเนื้อหา กระบวนการคิด กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การทำงานเป็นกลุ่ม ทักษะการแก้ปัญหา การตัดสินใจ การสื่อสาร ช่วยให้สมองทำงานทั้งสองซีก สุดท้ายคือรู้จักการนำเสนอ ทำยังไงที่จะอธิบายโครงงานที่ทำปีกว่าสองปีให้คนเข้าใจได้ใน 10-15 นาที"
     โดย..ครูกัญญ์วรา ... 7 สิงหาคม 2550